ชีวิตเมียฝรั่งในต่างแดน ประเทศอเมริกา ใครว่าสบาย
แนะนำบล็อกก่อนเลยค่ะ
บล็อกนี้เป็นบล็อกเกี่ยวกับ เจ้าของบล็อกคือดิฉันเอง มาใช้ชีวิตในต่างแดน ประเทศอเมริกา และการดำรงชีวิตให้อยู่รอดที่อเมริกา การไปท่องเที่ยวดูบ้านเมืองของที่นี่ รวมถึงการไปพักผ่อนในที่ต่างๆในช่วงเวเคชั่น การกินอยู่ อาหารการกินของที่นี่เป็นอย่างไร และเรื่องราวจิปาถะอื่นๆ
ขอย้อนไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว (ปีนี้ที่เริ่มเขียนบล็อก 2018) ตั้งแต่ปี 2011 เริ่มต้นตั้งแต่ เริ่มคบหาดูใจกับชายหนุ่มต่างชาติ ชายหนุ่มอเมริกัน โดยได้เจอกันทางเวปไซต์หาคู่เวปไซต์นึง เป็นเวลาร่วม 2 ปี หลังจากตกลงปลงใจที่จะแต่งงานกัน ก็จะต้องทำวีซ่า เพื่อที่จะเดินทางมาอเมริกา ก็เริ่มศึกษาเรื่องวีซ่า ตกลงใจว่าจะทำ วีซ่าคู่หมั้น ซึ่งมีโอกาสในการได้รับวีซ่าสูงกว่าวีซ่าท่องเที่ยว แต่เงื่อนไขของวีซ่าคู่หมั้นคือเมื่อเข้าอเมริกามาแล้วต้องแต่งงานภายใน 3 เดือน
รวมระยะเวลาที่ใช้ในการขอวีซ่าคู่หมั้นอนุมัติประมาณ 7 เดือน จึงได้วีซ่ามา ตอนนั้นยังทำงานประจำบริษัทนึงทางภาคใต้ที่ไทย ก็จำเป็นต้องลาออกมาเพื่อที่จะไปเริ่มต้นชีวิตในต่างแดน
จำได้ว่าวันเดินทางไปอเมริกา เป็นการเดินทางไกลครั้งแรกโดยเครื่องบิน ซึ่งออกจะตื่นเต้นและกลัวในเวลาเดียวกัน สิ่งนึงที่เศร้าก็คือต้องห่างไกลครอบครัวที่ไทย จากไปอยู่ซะไกล สิ่งที่ครอบครัวที่ไทยต้องเป็นห่วงตามธรรมดา วันเดินทางแฟนมารับที่ไทยแล้วเดินทางไปพร้อมกัน ซึ่งก็อุ่นใจระดับนึง แผนการเดินทางคือจะแวะเที่ยวสถานที่ที่ต่อเครื่องคือกรุงโซล เกาหลีใต้ก่อน 1 อาทิตย์เพื่อไม่ให้เสียเที่ยว
วันแรกที่เหยียบประเทศอเมริกา มีความรู้สึกหลากหลายมาก ทั้งตื่นเต้นกับสถานที่ใหม่ ทั้งกลัวกับสิ่งใหม่ๆไปในเวลาเดียวกัน ทั้งเหงา ทั้งเศร้า ทั้งคิดถึงครอบครัวแม่พี่น้องหลานๆญาติๆ คนทางบ้านที่ไทย ทั้งตระหนกกับคนเยอะแยะมากมายในสนามบิน ซึ่งมีทั้งหัวดำอย่างเราชาวเอเชีย และหัวดำชาวแม๊กซิกัน ทั้งหัวทองมาจากที่ต่างๆ ผสมปนเปกันไป ทั้งอากาศตอนนั้นเดือนตุลาคมกำลังเย็นๆ แต่เราซึ่งรู้กันอยู่ว่าเมืองไทยร้อนขนาดไหน มาเจอกับอากาศเย็น ต้องใช้เวลาในการปรับตัวอย่างมาก
หลังจากเวลาผ่านไปการจากมาอยู่ในต่างแดน จะต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก จะต้องปรับตัวในทุกๆเรื่อง ขอย้ำเน้นนะค่ะว่าทุกๆเรื่อง ทั้งนี้เพราะวัฒนธรรมของไทย กับวัฒนธรรมของประเทศอเมริกาต่างกันมาก แถมการพูดจาก็ใช้ภาษาต่างกัน
ซึ่งในช่วงแรกๆยอมรับว่ายากมาก ท้อมาก มึนมาก ในการใช้ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน จำได้ว่ามาเหยียบดินแดนอเมริกาวันแรกและช่วงแรกๆ งงมาก มึนมากกับการฟัง ฟังไม่รู้เรื่องเลยค่ะว่าเค้าพูดอะไรกันมันเร็วมากถึงมากที่สุด ให้ตายเหอะ เราฟังแค่สำเนียงของแฟนออกเพราะขอให้เค้าพูดช้าๆและชัดๆ ส่วนแฟนพอฟังเราเข้าใจเพราะอาจจะคุ้นเคยกับสำเนียงของเรา แต่ๆๆๆเมื่อเราไปพูดกับคนอื่น เค้าไม่รู้เรื่องค่ะ
ทุกอย่างต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ เมื่อเวลาผ่านไปก็เริ่มคุ้นชินกับสำเนียงการพูดแบบอเมริกันมากขึ้น เรียนรู้ไปทีละเล็กละน้อย โดยการฝึกฝนการฟังค่ะเป็นอย่างแรก ทุกๆอย่างต้องฟังเป็นภาษาอักฤษ หนังเอย เพลงเอย ฝึกฟังในยูทูปที่เค้าพูดภาษาอังกฤษ เปิดทีวีมันตลอดและเปิด Subtitle ไปด้วย
เมื่อครบ 3 เดือนตามที่วีซ่าคู่หมั้นกำหนดก็ต้องแต่งงานค่ะ ถ้าไม่แต่ง ตามวีซ่ากำหนดไว้ต้องกลับประเทศไทยอย่างเดียว การแต่งงานของเราสองคนเป็นแบบเรียบง่ายค่ะ ไปจัดงานแต่งและจดทะเบียนกันที่ลาสเวกัส (หากเพื่อนๆคนไหนสนใจอยากทราบขั้นตอนการแต่งงานที่ลาสเวกัส ไว้จะเขียนในอีกหัวข้อนึง)
ชีวิตก็ดำเนินไปเรื่อยๆ เมื่อครบกำหนดได้ใบทำงานหรือใบเวิคเปอร์มิตมา ก็ดำเนินการเริ่มหางาน งานแรกคงไม่ต้องทายนะค่ะ ส่วนใหญ่ใครที่มาอเมริกาใหม่ๆก็เริ่มจากทำงานร้านอาหารไทย ใช่ค่ะเราก็สมัครทำในครัวเป็นผู้ช่วยในครัวร้านอาหารไทยแห่งนึงแถวเบเวอรี่ฮิล งานค่อนข้างหนักเป็นธรรมดาค่ะ ทำอยู่ 1 ปี ก็ขอลาออกค่ะ กลับไปเยี่ยมแม่และน้องๆ หลานๆ ญาติๆที่ไทย
ก่อนไปไทยก็วางแผนไว้ว่าพอกลับมาจะเรียนทางด้านผู้ช่วยพยาบาล CNA (ซึ่งวันหลังจะมาแชร์ประสบการณ์ว่าถ้าใครอยากเรียนผู้ช่วยพยาบาลหรือ CNA ต้องเริ่มยัังงัย จะมาเขียนในอีกโพสต์นึงต่างหากค่ะ) เมื่อจบและสอบผ่านได้ใบเซอร์ติฟิเคตผู้ช่วยพยาบาล ก็ได้งานแห่งนึงแถวเบเวอรี่ฮิล และทำงานนี้มาจนถึงปัจจุบันนี้เข้าปีที่ 2
ตั้งแต่มาอยู่อเมริกาปีนี้ 2018 เข้าปีที่ 5 กลับไปเยี่ยมแม่ น้องๆ ญาติๆ และหลานๆ 2 ครั้ง
ชีวิตในอเมริกาไม่ได้มีอะไรหรูหรา ครอบครัวหาเช้ากินค่ำ มนุษย์เงินเดือน ดำรงชีพแบบเพย์เช็คทูเพย์เช็ค การดำรงชีวิตความเป็นอยู่แบบชาวอเมริกันชนทั่วไป ทำงานจ่ายภาษีแพง เก็บเงินในรูปแบบต่างๆ เพื่อการวางแผนไว้ใช้จ่ายในยามวัยเกษียณ ลูกไม่มีให้ต้องดูแล หาโอกาสไปเที่ยวบ้างเพื่อใช้ชีวิต ไปดูโลกกว้าง
แต่บางครั้งมันไม่ได้ตอบโจทย์ตัวเองที่อยู่ในใจ อยากมีอิสระในการทำงาน อยากทำอะไรที่ตัวเองอยากทำ ไม่ต้องมาขึ้นอยู่กับใครต่อใคร สิ่งที่จะทำต่อไปคือหาโอกาสให้ตัวเอง ถ้าไม่สร้างโอกาสให้ตัวเอง คงไม่มีใครมาสร้างให้เรา
ขอบคุณทุกๆสิ่งที่มี ขอบคุณทุกๆคนที่มาเป็นเพื่อนกัน ขอบคุณพ่อแม่พี่น้องญาติๆ ขอบคุณอเมริกาที่ทำให้มีวันนี้ ขอบคุณสามีที่ดีต่อกันเสมอมา ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณที่มาเจอบล็อกเกอร์ทำให้ได้มีโอกาสได้เขียนบล็อก มันเป็นเหมือนไดอารี่ดีๆนี่เอง
แล้วเจอกันโพสต์หน้าค่ะ
บล็อกนี้เป็นบล็อกเกี่ยวกับ เจ้าของบล็อกคือดิฉันเอง มาใช้ชีวิตในต่างแดน ประเทศอเมริกา และการดำรงชีวิตให้อยู่รอดที่อเมริกา การไปท่องเที่ยวดูบ้านเมืองของที่นี่ รวมถึงการไปพักผ่อนในที่ต่างๆในช่วงเวเคชั่น การกินอยู่ อาหารการกินของที่นี่เป็นอย่างไร และเรื่องราวจิปาถะอื่นๆ
ขอย้อนไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว (ปีนี้ที่เริ่มเขียนบล็อก 2018) ตั้งแต่ปี 2011 เริ่มต้นตั้งแต่ เริ่มคบหาดูใจกับชายหนุ่มต่างชาติ ชายหนุ่มอเมริกัน โดยได้เจอกันทางเวปไซต์หาคู่เวปไซต์นึง เป็นเวลาร่วม 2 ปี หลังจากตกลงปลงใจที่จะแต่งงานกัน ก็จะต้องทำวีซ่า เพื่อที่จะเดินทางมาอเมริกา ก็เริ่มศึกษาเรื่องวีซ่า ตกลงใจว่าจะทำ วีซ่าคู่หมั้น ซึ่งมีโอกาสในการได้รับวีซ่าสูงกว่าวีซ่าท่องเที่ยว แต่เงื่อนไขของวีซ่าคู่หมั้นคือเมื่อเข้าอเมริกามาแล้วต้องแต่งงานภายใน 3 เดือน
รวมระยะเวลาที่ใช้ในการขอวีซ่าคู่หมั้นอนุมัติประมาณ 7 เดือน จึงได้วีซ่ามา ตอนนั้นยังทำงานประจำบริษัทนึงทางภาคใต้ที่ไทย ก็จำเป็นต้องลาออกมาเพื่อที่จะไปเริ่มต้นชีวิตในต่างแดน
จำได้ว่าวันเดินทางไปอเมริกา เป็นการเดินทางไกลครั้งแรกโดยเครื่องบิน ซึ่งออกจะตื่นเต้นและกลัวในเวลาเดียวกัน สิ่งนึงที่เศร้าก็คือต้องห่างไกลครอบครัวที่ไทย จากไปอยู่ซะไกล สิ่งที่ครอบครัวที่ไทยต้องเป็นห่วงตามธรรมดา วันเดินทางแฟนมารับที่ไทยแล้วเดินทางไปพร้อมกัน ซึ่งก็อุ่นใจระดับนึง แผนการเดินทางคือจะแวะเที่ยวสถานที่ที่ต่อเครื่องคือกรุงโซล เกาหลีใต้ก่อน 1 อาทิตย์เพื่อไม่ให้เสียเที่ยว
วันแรกที่เหยียบประเทศอเมริกา มีความรู้สึกหลากหลายมาก ทั้งตื่นเต้นกับสถานที่ใหม่ ทั้งกลัวกับสิ่งใหม่ๆไปในเวลาเดียวกัน ทั้งเหงา ทั้งเศร้า ทั้งคิดถึงครอบครัวแม่พี่น้องหลานๆญาติๆ คนทางบ้านที่ไทย ทั้งตระหนกกับคนเยอะแยะมากมายในสนามบิน ซึ่งมีทั้งหัวดำอย่างเราชาวเอเชีย และหัวดำชาวแม๊กซิกัน ทั้งหัวทองมาจากที่ต่างๆ ผสมปนเปกันไป ทั้งอากาศตอนนั้นเดือนตุลาคมกำลังเย็นๆ แต่เราซึ่งรู้กันอยู่ว่าเมืองไทยร้อนขนาดไหน มาเจอกับอากาศเย็น ต้องใช้เวลาในการปรับตัวอย่างมาก
หลังจากเวลาผ่านไปการจากมาอยู่ในต่างแดน จะต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก จะต้องปรับตัวในทุกๆเรื่อง ขอย้ำเน้นนะค่ะว่าทุกๆเรื่อง ทั้งนี้เพราะวัฒนธรรมของไทย กับวัฒนธรรมของประเทศอเมริกาต่างกันมาก แถมการพูดจาก็ใช้ภาษาต่างกัน
ทุกอย่างต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ เมื่อเวลาผ่านไปก็เริ่มคุ้นชินกับสำเนียงการพูดแบบอเมริกันมากขึ้น เรียนรู้ไปทีละเล็กละน้อย โดยการฝึกฝนการฟังค่ะเป็นอย่างแรก ทุกๆอย่างต้องฟังเป็นภาษาอักฤษ หนังเอย เพลงเอย ฝึกฟังในยูทูปที่เค้าพูดภาษาอังกฤษ เปิดทีวีมันตลอดและเปิด Subtitle ไปด้วย
เมื่อครบ 3 เดือนตามที่วีซ่าคู่หมั้นกำหนดก็ต้องแต่งงานค่ะ ถ้าไม่แต่ง ตามวีซ่ากำหนดไว้ต้องกลับประเทศไทยอย่างเดียว การแต่งงานของเราสองคนเป็นแบบเรียบง่ายค่ะ ไปจัดงานแต่งและจดทะเบียนกันที่ลาสเวกัส (หากเพื่อนๆคนไหนสนใจอยากทราบขั้นตอนการแต่งงานที่ลาสเวกัส ไว้จะเขียนในอีกหัวข้อนึง)
ชีวิตก็ดำเนินไปเรื่อยๆ เมื่อครบกำหนดได้ใบทำงานหรือใบเวิคเปอร์มิตมา ก็ดำเนินการเริ่มหางาน งานแรกคงไม่ต้องทายนะค่ะ ส่วนใหญ่ใครที่มาอเมริกาใหม่ๆก็เริ่มจากทำงานร้านอาหารไทย ใช่ค่ะเราก็สมัครทำในครัวเป็นผู้ช่วยในครัวร้านอาหารไทยแห่งนึงแถวเบเวอรี่ฮิล งานค่อนข้างหนักเป็นธรรมดาค่ะ ทำอยู่ 1 ปี ก็ขอลาออกค่ะ กลับไปเยี่ยมแม่และน้องๆ หลานๆ ญาติๆที่ไทย
ก่อนไปไทยก็วางแผนไว้ว่าพอกลับมาจะเรียนทางด้านผู้ช่วยพยาบาล CNA (ซึ่งวันหลังจะมาแชร์ประสบการณ์ว่าถ้าใครอยากเรียนผู้ช่วยพยาบาลหรือ CNA ต้องเริ่มยัังงัย จะมาเขียนในอีกโพสต์นึงต่างหากค่ะ) เมื่อจบและสอบผ่านได้ใบเซอร์ติฟิเคตผู้ช่วยพยาบาล ก็ได้งานแห่งนึงแถวเบเวอรี่ฮิล และทำงานนี้มาจนถึงปัจจุบันนี้เข้าปีที่ 2
ตั้งแต่มาอยู่อเมริกาปีนี้ 2018 เข้าปีที่ 5 กลับไปเยี่ยมแม่ น้องๆ ญาติๆ และหลานๆ 2 ครั้ง
ชีวิตในอเมริกาไม่ได้มีอะไรหรูหรา ครอบครัวหาเช้ากินค่ำ มนุษย์เงินเดือน ดำรงชีพแบบเพย์เช็คทูเพย์เช็ค การดำรงชีวิตความเป็นอยู่แบบชาวอเมริกันชนทั่วไป ทำงานจ่ายภาษีแพง เก็บเงินในรูปแบบต่างๆ เพื่อการวางแผนไว้ใช้จ่ายในยามวัยเกษียณ ลูกไม่มีให้ต้องดูแล หาโอกาสไปเที่ยวบ้างเพื่อใช้ชีวิต ไปดูโลกกว้าง
แต่บางครั้งมันไม่ได้ตอบโจทย์ตัวเองที่อยู่ในใจ อยากมีอิสระในการทำงาน อยากทำอะไรที่ตัวเองอยากทำ ไม่ต้องมาขึ้นอยู่กับใครต่อใคร สิ่งที่จะทำต่อไปคือหาโอกาสให้ตัวเอง ถ้าไม่สร้างโอกาสให้ตัวเอง คงไม่มีใครมาสร้างให้เรา
ขอบคุณทุกๆสิ่งที่มี ขอบคุณทุกๆคนที่มาเป็นเพื่อนกัน ขอบคุณพ่อแม่พี่น้องญาติๆ ขอบคุณอเมริกาที่ทำให้มีวันนี้ ขอบคุณสามีที่ดีต่อกันเสมอมา ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณที่มาเจอบล็อกเกอร์ทำให้ได้มีโอกาสได้เขียนบล็อก มันเป็นเหมือนไดอารี่ดีๆนี่เอง
แล้วเจอกันโพสต์หน้าค่ะ
Comments
Post a Comment